ผลงานที่ผ่านมา |  จำหน่ายวัสดุและติดตั้ง  |  รับสมัครงาน    
วัสดุงานก่อสร้าง
-งานตกแต่ง
-โครงการที่ใช้บริการ
-ไม้พื้นลามิเนต
-ราคาพร้อมติดตั้ง
-เลือกของตกแต่ง
-ติดต่อสอบถาม

หากผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์
ท่านใดมีบทความดีๆ
เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นไม่ว่าจะเป็น  มัณฑนากร ผู้รับเหมา
นักออกแบบ สถาปนิก วิศวกร
นักออกแบบตกแต่งภายใน
ต้องการประชาสัมพันธ์  กรุณาส่งบทความของท่าน

  email_icon
                                  
meartprobuilt@gmai.com
webmaster

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 

 
 
   Building Materials e
 

วัสดุงานก่อสร้าง

วัสดุต่างๆที่ใช้ในงานก่อสร้าง วิธีการทำและคุณสมบัติของวัสดุ

อิฐมอญ (Brick)

ภาพแสดงอิฐมอญ

ลักษณะทั่วไป

อิฐมอญ เป็นวัสดุที่ผลิตมาจากการนำดินเหนียวมาเผาเพื่อให้ได้วัสดุที่คงรูปและมีความแข็งแรง  
การใช้อิฐมอญในระบบก่อสร้างมีมาหลายสิบปี   จึงเป็นวัสดุที่เป็นที่รู้จักและมีการใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศไทย
  เนื่องจากความเชื่อมั่นในความคงทน   และผลิตได้เองในประเทศจากแรงงานท้องถิ่น  

คุณสมบัติของอิฐมอญจะยอมให้ความร้อนถ่ายเทเข้า-ออกได้ง่าย และเก็บความร้อนไว้ในตัวเอง
เป็นเวลานาน  และเนื่องจากอิฐมอญมีความจุความร้อนสูงทำให้สามารถกักเก็บความร้อนไว้ในเนื้อวัสดุได้มาก
ก่อนที่จะค่อยๆถ่ายเทสู่ภายนอก   จึงเหมาะกับการใช้กับบริเวณที่ใช้งานเฉพาะช่วงกลางวัน


ภาพแสดงการก่ออิฐมอญ 2 ชั้น เป็นผนังอาคาร


คอนกรีตบล็อก (Concrete Masonry Unit)
คอนกรีตบล็อกจะถูกผลิตในลักษณะอุตสาหกรรมมากกว่าอิฐมอญ ส่วนใหญ่จะมีลักษณะกลวง(Hollow
Concrete Block) เป็นที่นิยมใช้มากเนื่องจากมีราคาถูก หาซื้อได้ง่าย และไม่มีปัญหาในขั้นตอนการก่อสร้าง
เนื่องจากช่างมีความเคยชินในการทำงานอยู่แล้ว อีกทั้งยังสามารถทำงานได้เร็วเพราะมีขนาดก้อนใหญ่กว่าอิฐมอญ   และจากลักษณะที่มีรูกลวงตรงกลางทำให้ช่องอากาศภายในนั้นเป็นฉนวนในการกันความร้อนที่ดี
แต่ข้อเสียคือจะเปราะและแตกง่าย การตอกตะปูยึดพุกต้องทำที่ปูนก่อหรือเสาเอ็นคานเอ็น
น้ำจะซึมได้ดีกว่าอิฐมอญ และบล็อกที่ขายกันทั่วไปคุณภาพต่ำ


ภาพแสดงลักษณะคอนกรีตบล็อกและการใช้งาน


คอนกรีตมวลเบา (Autoclaved Aerated Concrete-ACC)
คอนกรีตมวลเบาเป็นวัสดุก่อที่มีการนำมาใช้ และเป็นที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากมีคุณสมบัติในการป้องกันความร้อน
ได้มากกว่าวัสดุก่ออื่นที่มีมา โดยตัววัสดุเองมีส่วนผสมมาจาก ทราย ซีเมนต์ ปูนขาว น้ำ ยิปซั่ม และผงอลูมิเนียมผสมรวมกัน
แต่ส่วนที่สำคัญที่สุดก็คือฟองอากาศเล็กๆเป็นรูพรุนไม่ต่อเนื่อง
( Disconnecting Voids) ที่อยู่ในเนื้อวัสดุมากประมาณ
 
75%
ทำให้น้ำหนักเบา   ซึ่งผลของความเบาจะช่วยให้ประหยัดโครงสร้าง   อีกทั้งฟองอากาศเหล่านั้นยังเป็นฉนวนกันความร้อนที่ดี


ภาพแสดงลักษณะทั่วไปของคอนกรีตมวลเบาและการใช้งาน

กระจกตัดแสง (Heat Absorbing Glass)
ปัจจุบันอาคารบ้านเรือนส่วนใหญ่นิยมใช้กระจกเป็นส่วนประกอบของผนังอาคาร เนื่องจากมีความสวยงามและ
ช่วยให้สามารถมองออกไปเห็นทัศนียภาพภายนอกได้มากยิ่งขึ้น แต่การเลือกใช้ควรคำนึงถึงความร้อน
ที่จะเข้ามาภายในด้วยเนื่องจากกระจกทั่วไปจะยอมให้ทั้งแสงและความร้อนผ่านเข้ามาเป็นจำนวนมาก 
จึงควรเลือกใช้กระจกที่มีคุณสมบัติที่ช่วยลดแสงจ้าและปริมาณความร้อนที่ผ่านเข้ามาให้มีความเหมาะสม


รูปแสดงลักษณะต่างๆของกระจก
ชนิดของกระจกที่ใช้เพื่อป้องกันแสงจ้าและความร้อนเข้ามาภายในบ้านหรืออาคารนั้นสามารถแบ่ง ออกได้เป็น 5 ประเภท ใหญ่ๆ คือ
กระจกใส
    (Clear Glass)
        กระจกสี
     (Color Glass)
        กระจกสีตัดแสง
(Heat Absorbing Glass)
        กระจกเคลือบผิวสะท้อนแสง
(Reflective Metallic Coating Glass)
        กระจกฉนวนกันความร้อน    
(Insulating Glass)
แต่ชนิดที่มีการใช้เพื่อป้องกันแสงจ้าและความร้อนมากที่สุด   และได้ทำการศึกษาเพื่อจะเป็นประโยชน์ในการเลือกใช้  คือ
กระจกสีตัดแสง (Heat Absorbing Glass)
การแผ่รังสีของดวงอาทิตย์ที่มีลักษณะเป็นรังสีคลื่นสั้น (Short  Wave Radiation) ซึ่งสามารถทะลุผ่านเข้าไปในอาคารได้  
และเมื่อรังสีคลื่นสั้นกระทบกับวัสดุต่างๆภายในอาคาร เช่น พื้น ผนัง กระจก ฯลฯ  ซึ่งดูดซับคลื่นรังสีเอาไว้   แล้วเปลี่ยนเป็น
รังสีคลื่นยาว
(Long Wave Radiation)  
หรือพลังงานความร้อนซึ่งไม่สามารถทะลุผ่านวัสดุโปร่งแสงอย่างกระจกกลับออกมา
ภายนอกอาคารได้   ดังนั้นความร้อนจึงสะสมอยู่ภายในอาคาร   และกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาระการทำความเย็นของระบบปรับอากาศ  
ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ค่อนข้างมาก
กระจกสีตัดแสง เป็นกระจกโปร่งแสงที่สามารถช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้   โดยสีต่างๆที่เห็นนั้นเกิดจากการเติมออกไซด์ของโลหะ 
เช่น  เหล็ก  โคบอลต์  หรือซีลีเนียมลงในส่วนผสมของเนื้อกระจก   ช่วยลดพลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่จะผ่านเข้ามา  
ด้วยคุณสมบัติที่สามารถดูดกลืนพลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์
   ที่ส่องมากระทบชั้นผิวกระจกได้
ประมาณร้อยละ 40-50
จึงมีส่วนช่วยในการลดภาระการทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศลงได้   นอกจากนี้ยังช่วยลดความจ้าของแสงที่ส่องผ่านเข้ามา
ทำให้ได้แสงที่นุ่มนวลสบายตาขึ้น   โดยมีสีให้เลือกใช้หลายสี  เช่น  สีบรอนซ์  สีเขียว  สีฟ้า ฯลฯ   แต่สีที่เป็นที่นิยมใช้
มากที่สุดในประเทศไทยจะ
เป็นสีเขียว


ภาพแสดงคุณสมบัติของกระจกตัดแสง  และการใช้งานกับอาคาร

ยิปซั่มบอร์ด (ชนิดกันความร้อน) (Gypsum Board)
เป็นวัสดุแผ่นเรียบที่ผลิตขึ้นจากแร่ยิปซั่มซึ่งเผาไฟไม่ติด   มาประกอบเป็นแกนกลางของแผ่น   ยึดประกบด้วยกระดาษเหนียวชนิดพิเศษ
ทั้ง
2 ด้าน   มีคุณสมบัติในการป้องกันความร้อน  และเสียง   นอกจากนี้แผ่นยิปซั่มยังไม่เป็นพิษและอันตรายต่อสุขภาพ  
อีกทั้งการติดตั้งก็ง่าย  สะดวก  รวดเร็วไม่เลอะเทอะ   กรณีใช้เป็นผนังอาคารจะช่วยประหยัดโครงสร้างอาคาร  
เนื่องจากมีน้ำหนักเบากว่าผนังก่ออิฐฉาบปูนถึง
5
เท่า   ทั้งนี้ขึ้นกับการออกแบบระบบผนังด้วย   ซึ่งในปัจจุบันมีการพัฒนา
ให้มีคุณสมบัติและรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น  เพื่อความเหมาะสมในการใช้งานโดยจะมีตั้งแต่ชนิดธรรมดา   ชนิดกันความร้อน 
ชนิดทนไฟ  ชนิดทนความชื้น  เป็นต้น 
โดยชนิดที่มีคุณสมบัติในการป้องกันความร้อนได้ดีเช่น  ชนิดอลูมินั่มฟอยล์   ซึ่งเป็นการนำแผ่นยิปซั่มมาบุด้วยอลูมินั่มฟอยล์ด้านหลัง
ของแผ่น สามารถสะท้อนรังสีความร้อนได้ถึง
95%  การนำความร้อนก็จะต่ำกว่าชนิดอื่น เหมาะสำหรับการทำฝ้าเพดานและ
ผนังบริเวณที่ต้องการป้องกันความร้อนเป็นพิเศษ ช่วยควบคุมอุณหภูมิภายในห้องให้คงที่เหมาะสำหรับห้องที่ต้องการควบคุมอุณหภูมิ
ให้คงที่สม่ำเสมอ หรือเพื่อลดขนาดการใช้เครื่องปรับอากาศ

ภาพแสดงลักษณะของแผ่นยิปซั่มบอร์ดประเภทต่างๆ

ไฟเบอร์บอร์ด (Fiber Board)
โดยวัสดุหลักได้มาจากเส้นใยไม้ที่ผ่านการย่อยสลายเป็นเส้นใยเซลลูโลส   มาอัดติดกันเป็นแผ่นด้วยกาวชนิดพิเศษ   ด้วยคุณสมบัติของ
เส้นใยที่ประสานกันอยู่ทำให้สามารถใช้เป็นวัสดุป้องกันความร้อนได้ระดับหนึ่ง
  แต่เนื่องจากขาดความแข็งแรงทนทานจึงมักนิยมใช้เป็น
ฝ้าเพดานหรือผนังภายในเท่านั้น   แต่ในปัจจุบันมีผู้นำเส้นใยเซลลูโลสเหล่านี้มาผสมกับปูนซีเมนต์   โดยใช้สารเคมีบางชนิด
เป็นตัวประสาน   ซึ่งเมื่อนำมาอัดแรงขึ้นเป็นแผ่นแล้วนอกจากจะมีคุณสมบัติในการป้องกันความร้อนแล้ว   ยังเพิ่มความแข็งแรงทนทาน
ให้กับวัสดุมากขึ้น  
สามารถนำไปใช้กับภายนอกโดยการทำเป็นผนังอาคารได้   ปัจจุบันมีการผลิตได้เองในประเทศแต่ก็ยังไม่มากนัก
ทั้งคุณภาพก็ยังไม่เท่าของที่นำเข้า

ภาพแสดงลักษณะของไฟเบอร์บอร์ด


เซรามิคโค้ตติ้ง (Ceramic Coating)
ฉนวนชนิดนี้มีสารประกอบหลักมาจากอนุภาคเซรามิค   ซึ่งมีคุณสมบัติในการสะท้อนความร้อนได้สูงแต่ดูดซับความร้อนต่ำ  
สามารถกระจายความร้อนได้เร็ว   มีความยืดหยุ่นในตัวเองสูง   ยึดเกาะกับพื้นผิวได้ดี   จึงสามารถใช้ฉนวนเซรามิคโค้ตติ้ง
เคลือบภายนอกในส่วนที่ต้องการป้องกันความร้อนโดยตรงจากการแผ่รังสีของดวงอาทิตย์  เช่นผิวนอกของหลังคา 
 ดาดฟ้า
 หรือผนังอาคาร   โดยทำหน้าที่สะท้อนความร้อนจากแสงอาทิตย์ออกไปก่อนที่จะกระทบผิวอาคาร   เป็นการช่วยลดความร้อนให้กับ
อาคารและความร้อนที่จะสะสมในเนื้อวัสดุเปลือกอาคาร   และยังช่วยลดความเสียหายของโครงสร้างที่เกิดจากการยืดหดตัวเนื่อง
จากความร้อน   จึงช่วยยืดอายุการใช้งานของหลังคาอีกด้วย   อีกทั้งยังมีความสะดวกและปลอดภัยเนื่องจากเป็นฉนวนที่
ใช้ภายนอกอาคาร การบำรุงรักษาจึงทำได้
ง่าย

ภาพแสดงบริเวณผิวหลังคาที่มีการใช้เซรามิคโค้ทติ้ง


ใยแก้ว (Fiber Glass)
ใยแก้วเป็นฉนวนที่ผลิตจากการหลอมแก้วแล้วปั่นออกมาเป็นเส้นใยสีขาว จัดอยู่ในกลุ่มฉนวนเซลปิด มีความหนาแน่นต่างกันตั้งแต่
10 kg/m3  ถึงมากกว่า 64 kg/m3  อาจผลิตในรูปแผ่นแข็ง แบบม้วน หรือขึ้นเป็นรูปทรงต่างๆกัน ตัวเส้นใย
จะถูกเคลือบไว้ด้วยตัวประสาน
(Binder)
เช่น ฟิโนสิกเรซิน ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมระหว่างเส้นใย ที่พบมากจะเป็นฟีนอลฟอร์มอัลดีไฮน์
ซึ่งจะให้สีเหลืองหลังการผลิต

ภาพแสดงลักษณะโครงสร้างของใยแก้วและฉนวนใยแก้วชนิดปิดผิวด้วยอลูมินั่มฟอยล์

ตัวใยแก้วเป็นสารอนินทรีย์จึงไม่ติดไฟ แต่ตัวประสานจะติดไฟได้ จึงควรพิจารณาอุณหภูมิในการใช้งาน และการดูดซับความชื้นจะทำให้ความสามารถในการต้านทานความร้อนลดลง   จึงต้องมีแผ่นมาประกบเพื่อช่วยต้านทานไอน้ำ  เช่น  แผ่นอลูมินั่มฟอยล์   หรือ  ฟิล์มพลาสติกห่อหุ้มขณะใช้งานจริง ซึ่งต้องพิจารณาคุณภาพและคุณสมบัติการติดไฟในการเลือกใช้งานด้วย และจากการที่ขนาดของเส้นใยแก้วที่เล็กและยาวทำให้มีคุณสมบัติในการคืนรูป  หรือคืนความหนาได้ดี   คุณสมบัตินี้จะช่วยในการคืนสภาพของฉนวนจากการบรรจุและการขนส่งที่มักมีการบีบอัด และสุดท้ายคือเรื่องของกลิ่นที่มาจากตัวประสานจึงควรจัดเก็บในพื้นที่เปิดโล่ง คุณสมบัติของใยแก้ว การใช้งานโดยทั่วไป จะวางฉนวนใยแก้วที่มีการหุ้มด้วยแผ่น อลูมินั่มฟอยล์ เหนือฝ้าเพดาน

ภาพแสดงการติดตั้งฉนวนใยแก้วบริเวณเหนือฝ้าเพดาน


ฉนวนโฟม (Foam)
ฉนวนโฟมมีด้วยกันหลายชนิด ขึ้นอยู่กับสารประกอบทางเคมีที่นำมาใช้ รูปแบบที่นำมาใช้มีทั้งแบบพ่น   และแบบสำเร็จรูปใช้ได้ทั้ง
ภายในและภายนอกอาคาร   น้ำหนักเบาไม่ก่อให้เกิดปัญหากับโครงสร้าง และไม่เป็นมลภาวะหรือเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม
สามารถป้องกันความร้อนได้ดี มีความยืดหยุ่นในการใช้งานสูงโดยเฉพาะแบบฉีดพ่นเพราะจะใช้กับส่วนใดของอาคารก็ได้  
และประหยัด เวลาในการติดตั้ง   โดยชนิดของฉนวนโฟมที่นิยมใช้กันมากมีดังนี้

ภาพแสดงลักษณะของฉนวนโฟม
ฉนวนโพลีสไตรีนโฟม (Polystyrene, PS – Foam)
จัดอยู่ในกลุ่มฉนวนแบบกึ่งเซลล์ปิด   มี 2 ลักษณะ คือ
1        ฉนวนโพลีสไตรีนแบบอัดรีด  (Extruded Polystyrene)
ผลิตโดยขบวนการอัดรีด   ทำให้มีเซลล์ที่ละเอียดซึ่งมีอากาศผสมกับก๊าซฟลูออโรคาร์บอน (ปัจจุบันมีการใช้ก๊าซประเภทอื่น
เพื่อหลีกเลี่ยงปรากฎการณ์เรือนกระจก
อยู่ภายใน   ทำให้มีสภาพในการนำความร้อนที่ต่ำกว่าโพลีสไตรีนแบบหล่อ    มีโครงสร้าง
และรูปร่างที่แข็งแรงคงที่มากกว่า   ทำให้สามารถทนต่อแรงกดทับได้ดี   และต้านทานไอน้ำได้ดี   แต่ข้อเสียคือ ติดไฟได้ 
และหากสัมผัสกับรังสี
UV
ในบรรยากาศจะมีการเสื่อมสภาพได้   จึงควรมีวัสดุปิดผิวในการใช้งาน   ปัจจุบันยังคงต้องนำเข้า
จากต่างประเทศจึงมีราคาค่อนข้างสูง
2        ฉนวนโพลีสไตรีนแบบหล่อหรือขยายตัว   (Molded or Expanded Polystyrene)
เป็นสไตรีนโพลีเมอร์เช่นกัน   แต่ผลิตโดยขบวนการหล่อหรือขยายตัว   ผลก็คือเซลล์จะหยาบกว่า   และมีอากาศบรรจุอยู่ภายใน  
เมื่อเทียบกับแบบอัดรีดแล้วจะมีสภาพการนำความร้อนสูงกว่า   ความหนาแน่นต่ำกว่า   ต้านทานไอน้ำได้พอใช้   ติดไฟและ
ก่อให้เกิดคาร์บอนมอนนอกไซด์
(CO)   แต่มีราคาถูกกว่า   มีการเสื่อมสภาพจากการสัมผัสรังสีUVในบรรยากาศได้เช่นกัน  
จึงควรเลือกใช้ในโครงเคร่าปิดหรือมีแผ่นปิดผิว   โดยมีการขึ้นรูปประกอบเป็นผนังมีแผ่นปิด
2ด้านเพื่อป้องกันUV  
และใช้งานได้สะดวก   ปัจจุบันมีการผลิตจำหน่ายในประเทศไทยแล้ว
ฉนวนโพลียูเรเธนโฟม (Polyurethane, PU – Foam)
เป็นพลาสติกโพลิเมอร์ประเภทหนึ่ง   พ่นให้เกิดเป็นโฟมมีลักษณะแข็ง   อาทิ การพ่นเพื่อป้องกันความร้อน ใต้หลังคา จัดอยู่ในกลุ่ม
ฉนวนแบบกึ่งเซลล์ปิด   เซลล์ภายในจะบรรจุด้วยก๊าซฟลูออโรคาร์บอน   ซึ่งเป็นก๊าซที่มีค่าการนำความร้อน
(k) ต่ำกว่าอากาศ  
ทำให้ฉนวนประเภทนี้มีสภาพการนำความร้อนต่ำ   อย่างไรก็ตามการนำความร้อนของฉนวนประเภทนี้จะเพิ่มขึ้นหรือ
R-Value
จะลดลงตามอายุการใช้งาน   เนื่องมาจากการแพร่กระจายของอากาศเข้าไปในเซลล์   โดยเฉพาะกรณีที่สัมผัสกับรังสี
UV

จะทำให้สีของฉนวนเปลี่ยนเป็นสีเหลือง   และเสื่อมสภาพลง   โดยเฉพาะโฟมที่ไม่ได้ปิดผิว    การดูดซับน้ำจะมีบ้างเนื่องจาก
ไม่ใช้เซลล์ปิดทั้งหมด   และในกรณีเกิดเพลิงไหม้แม้ว่าจะมีการผสมสารป้องกันการติดไฟแล้ว   แต่ก็ยังก่อให้เกิดก๊าซที่มี
องค์ประกอบของไซยาไนด์ซึ่งเป็นอันตราย   เนื้อฉนวนมีการขยายและหดตัวจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ   หากใช้โครงเคร่าปิด
เช่น ผนังห้องเย็น หรือ มีวัสดุปิดผิวที่แข็งแรงพอก็จะเป็นฉนวนที่ดีมาก  
ฉนวนโพลีเอทเธลีนโฟม (Polyethelene, PE – Foam)
เป็นเอทเธลีนโพลิเมอร์รีดขึ้นรูปเป็นแผ่นมีฟองละเอียดของก๊าซอยู่ด้านใน   จัดอยู่ในกลุ่มของฉนวนแบบเซลล์ปิด   มีลักษณะอ่อนนุ่ม  
จึงไม่ควรใช้กับงานที่มีการกดทับ
   การต้านทานไอน้ำอยู่ในเกณฑ์สูง   มีการเสื่อมสภาพได้จากรังสีUV   จึงควรมีแผ่นปิดผิวขณะใช้งาน   หรือไม่สัมผัสกับUVโดยตรง   การเลือกใช้งานป้องกันความร้อนในระบบหลังคาในประเทศไทย   ต้องพิจารณาความหนาของฉนวน  
ให้มี
R-Value ที่เพียงพอ   คือมีความหนาไม่น้อยกว่า 40 มม.  
ที่ใช้ติดใต้แผ่นหลังคา   ซึ่งความหนาดังกล่าวจะต้านทาน
การไหลผ่านของพลังงานความร้อนได้น้อย   และเนื่องจากเป็นโพลีเมอร์พลาสติกประเภทหนึ่งจึงก่อให้เกิดควันปริมาณมาก
และก๊าซคาร์บอนมอนน็อกไซด์ที่เป็นอันตรายเมื่อเกิดเพลิงไหม้

ภาพแสดงการฉีดพ่นฉนวนโฟมใต้ฝ้าเพดาน



อลูมินั่มฟอยล์ (Aluminum Foil)
อลูมินั่มฟอยล์เป็นชนิดหนึ่งของฉนวนประเภทสะท้อนความร้อน และเป็นที่นิยมใช้มากในปัจจุบัน  โดยทั่วไปเป็นแผ่นอลูมินั่มฟอยล์
ทากาวประกบกับแผ่นกระดาษคราฟมีเส้นใยเสริมแรง บางชนิด อาจมีชั้นของบิทูเมน
(Bitumen) อยู่ด้วย  ซึ่งถ้ามีควรพิจารณา
คุณสมบัติการติดไฟด้วย  การใช้งานทั่วไปจะติดตั้งใต้แผ่นหลังคา   อาศัยความหนาของช่องอากาศระหว่างแผ่นหลังคาและ
แผ่นอลูมินั่มฟอยล์เป็นตัวลดสภาพการนำความร้อน   และความมันวาวของอลูมินั่มฟอยล์เป็นตัวลดการแผ่รังสี   ทำให้ความร้อน
ผ่านเข้าสู่อาคารได้น้อยลง   ปัญหาที่พบคือฝุ่นที่มาเกาะบนผิวทำให้คุณสมบัติการต้านทานการแผ่รังสีความร้อนลดลงด้วย
 

ภาพแสดงลักษณะของอลูมินั่มฟอยล์และการติดตั้งบริเวณหลัง 

 
 
ช่างเฟอร์นิเจอร์เบื้องต้น | การทำสี | การติดลามิเนต| วัสดุงานก่อสร้าง | การออกแบบ|
 

วสันต์อินทีเรียร์คอนสทรัคเตอร์
 
 49/15 หมู่ 10 ถ.ตลิ่งชัน-สุพรรณบุรี ซ.วัดพระเงิน ต.บางม่วง อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี 11150
 
โทร: 084-0421318   Tel / Fax:
 
02-9250562

 Wasan Interior Constructor
49/15 M.10 Soi Watprageon A.Bangmoung ,Nonthaburee Thailand 11150
Mobile: 084-0421318,099-0952095

Email: meartinfo@yahoo.com  
Website:
www.meartprobuilt.com

home