ผลงานที่ผ่านมา  |  จำหน่ายวัสดุและติดตั้ง  |  รับสมัครงาน    
การทำสี
งานตกแต่ง
-โครงการที่ใช้บริการ
-ไม้พื้นลามิเนต
-ราคาพร้อมติดตั้ง
-เลือกของตกแต่ง
-ติดต่อสอบถาม

หากผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์
ท่านใดมีบทความดีๆ
เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นไม่ว่าจะเป็น  มัณฑนากร ผู้รับเหมา
นักออกแบบ สถาปนิก วิศวกร
นักออกแบบตกแต่งภายใน
ต้องการประชาสัมพันธ์  กรุณาส่งบทความของท่าน

  email_icon
                                  
meartprobuilt@gmai.com
webmaster

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 

 
 
   Making Colors  e
 

ภาคความรู้

เทคนิคช่างไม้เฟอร์นิเจอร์

การทำสี

เรื่องราวการทำสี เทคนิค และวิธีซ่อมแซม
 

แล็คเกอร์ (Lacquer)การเคลือบผิวไม้ยอดนิยม

เป็นสารสังเคราะห์ที่แก้ปัญหาของ Shellac มันทนน้ำ ความร้อน ความชื้น เคมี กรด ด่าง มากกว่า Shellac และมี สองแบบ

Nitrocellulose Lacquer เป็นชนิดที่ใช้กันทั่วไป
Cellulose Lacquer บางทีเรียก Water White มีความเหลืองน้อยกว่า และแพง ไม่นิยม

Nitrocellulose Lacquer

เป็นส่วนผสมของ Nitrocellulose, Resin, Plasticizers ซึ่งส่วนผสมจะแตกต่างไปตามแต่ ผู้ผลิตจะผสมทำให้ การแห้ง ยืดหยุ่นต่างกันไป คุณสมบัติที่สำคัญ ของ Lacquer ขึ้นกับ อัตราการแห้ง ของ Lacquer มากกว่าส่วนผสมที่เติมลงไป การแห้งเกิดจาก Solvent ที่ละเหยออกไป นั่นคือ Thinner Lacquer ซึ่ง มันถูกออกแบบมาสำหรับการทำงานแบบพ่นมากว่า เพราะมันแห้งเร็ว การแข็งตัวของ Lacquer ไม่มีการ Cross Link ดังนั้นการทนความร้อน เคมี ด่าง จึงไม่เท่า Varnish แต่มากกว่า Shellac

สิ่งที่ทำให้ Lacquer เป็นที่นิยม

สามารถใช้วิธีการพ่นได้ง่าย
การแห้งที่รวดเร็ว สามารถทาได้วันหนึ่ง 3-4 รอบ
มี Solvent เป็น Thinner Lacquer ที่แตกต่างกัน สามารถ เปลี่ยนแปลงคุณสมบัติให้กับ Lacquer ได้
Film ที่ได้มีความใสให้ความรู้สึกลึก
สามารถที่จะขัดเงาได้ดี
สามารถดัดแปลงได้ หลายสูตร การใส่สีลงไปก็ได้ นอกจากนี้ชิ้นงานที่ได้เหมือนทา Wax หรือ Oil
ราคาถูก รักษาเนื้อไม้ได้ดีกว่า Shellac ป้องกันความชื้น ความร้อน สารเคมีได้ดีกว่า Shellac
Lacquer ที่ใช้กับ ไม้ไม่ใช่ที่ใช้กับรถยนต์หรือเหล็ก ที่ใช้กับรถยนต์จะเป็น Acrylic Lacquer ซึ่งจะแข็งมากกว่าและไม่ยืดหยุ่น แต่ไม้มีการหดตัว ขยายตัวอาจจะทำให้มีการแตกที่ผิวได้ ดังนั้นต้องพิจารณาอย่าใช้ผิดประเภทโดยเด็ดขาด
พลาสติกที่ตั้งบนผิว Lacquer นาน ๆ อาจติดยึดกับผิวได้ ต้องระวัง

คุณสมบัติของ Lacquer ขึ้นอยู่กับตัวทำละลายด้วย มันต้องละลาย และระเหยไปอย่างเหมาะสม มีสารละลายหลายชนิดที่ละลาย Lacquer อัตราการละเหยแตกต่างกันออกไป ดังนั้นเราสามารถควบคุมการระเหยโดยการใส่ Solvent ที่แตกต่างกันออกไป

สารละลายที่ผู้ผลิตมักใช้โดยทั่วไปมี 3 แบบ
Standard Lacquer Thinner อัตราการระเหยเป็นปกติที่รู้จักกันดี
Lacquer Retarder ซึ่งอัตราการระเหยจะช้ากว่า Standard
Fast Lacquer Thinner จะระเหยเร็วกว่า พวก Standard กลุ่มนี้ไม่ค่อยนิยมใช้ หายาก

โดยปกติแล้วเมื่อเราซื้อ Lacquer Thinner มาแล้วเราต้องการให้การระเหยช้าเราต้องใส่พวก Retarder ลงไป
ในการทำงาน กับ Lacquer เราเปลี่ยนแปลงตัว Thinner -เพื่อให้เหมาะสมกับ
สภาพอากาศ ความชื้นและอุณหภูมิ ประมาณซัก 22-25 องศา กำลังเหมาะความชื้นไม่เกิน 40
อัตราการไหลของ Lacquer เพื่อลดการเกิดอาการแบบเปลือกส้ม
เพื่อทำให้ผิวโดยรวมยังเปียกอยู่ในขณะที่คุณยังพ่นผิวงานไม่เสร็จ

เพื่อลดความเร็วในการแห้งแข็งเพื่อจะได้ทาให้ทัน
Fish Eye เป็นความผิดพลาดของการทา Lacquer แบบหนึ่ง ไม่สามารถแก้ได้ด้วยวิธีเปลี่ยน Thinner ซึ่งจริงๆ แล้วอาจเกิดกับ Finnish เกือบทุกชนิดยกเว้น Shellac สภาพอากาศที่ร้อน อบอ้าว Standard Thinner จะละเหยเร็วการไหลของ Lacquer แทบไม่มี ทำให้เกิดอาการแบบผิวส้ม หรือ ผิวดวงจันทร์ มีหลุมกลม ๆ อยู่บนผิวงาน ดังนั้นเราอาจต้องลดอัตราการระเหยลง หรือใช้วิธีปรับแต่งปืนพ่น Spray อากาศที่ชื้น การระเหยช้า ผิวงานอาจจะมีฝุ่นมาจับมาก อาจต้องเปลี่ยนเอา Thinner ที่ระเหยเร็วขึ้น ไม่มีกฎตายตัวในการผสม Retarder ขึ้นกับว่าต้องการให้ช้าเร็วแค่ไหน

Fish Eye ส่วนใหญ่เกิดจากการที่มี Silicone บนผิวงานเก่า ซึ่งเคยทาด้วย Lubricant ที่มีส่วนผสม silicone และมันได้แทรกตัวเข้าไปตามร่องรู ในเนื้อไม้ และไม่สามารถกำจัดได้หมด และมันทำให้เกิด Fish Eye ในชั้นแรก ๆ ทาพอหลังจากนั้นก็จะหายไป

วิธีแก้ที่ดีคือการใช้ Lacquer Thinner เช็ดผิวงานก่อนทา เพื่อกำจัด Silicone
Seal ผิวงานใหม่
ขัดออกแล้วดูดฝุ่นออกด้วย
ลดแรงตึงผิวของ Finish ที่ใช้ทา
การใช้แปรงทา Lacquer
โดยปกติ Lacquer ถูกออกแบบ มาเพื่อใช้ Spray



การพ่น Lacquer
Lacquer ส่วนใหญ่แห้งเร็วเกินไปที่จะใช้แปรง ดังนั้นเราจึงใช้วิธีพ่น
1. จัดวางชิ้นงานเพื่อให้เรามองเห็นการสะท้อนของแสง
2. ทำการเจือจาง ด้วย Thinner ตามที่ผู้ผลิตระบุ จนรู้สึกได้ว่ามันเป็นหยด เมื่อยกไม้คนขึ้น
3. ชิ้นงานที่ผ่านการ Seal มาเรียบร้อยแล้ว
4. พ่นลงบนชิ้นงาน หลังจากทิ้งไว้แห้งดีแล้วต้องขัดด้วยกระดาษทรายเบอร์ 280 เบอร์เดียวกับ ที่ขัดตัว Sealer และทางที่ดี รอบแรกควรทิ้งไว้ข้ามคืนแล้วขัด แต่บางที 1- 2 ชั่วโมงเราก็ขัดได้แล้ว เพื่อเอา Fiber ขนเล็ก ๆบนผิวของไม้ออก การทิ้งไว้ข้ามคืนจะทำให้การขัดง่ายขึ้น
5. กำจัดฝุ่นออกให้หมด ต้องหมดจริง ๆ อาจใช้วิธีดูดฝุ่นออก
6. จากนั้น พ่นรอบต่อไป จากนั้นทิ้งไว้ให้แห้ง แล้วขัดด้วยกระดาษทรายเบอร์ 280 หรือละเอียดกว่า แล้วกำจัดฝุ่น หากผิวเรียบเนียนดีการพ่นรอบต่อ ๆ ไป อาจจะไม่ต้องขัดอีก จนกว่าจะได้ความหนาที่ต้องการ
7. ในชั้นที่เป็น Finnish ถ้าหากคุณขัด อาจจะไม่ต้องกำจัดฝุ่น สามารถพ่นทับได้เลย แต่ต้องเป็นกระดาษทรายเบอร์ละเอียดเท่านั้น อาจใช้เบอร์ 600 ได้เลย รอบสุดท้ายหากแห้งแล้วอาจขัดเงาได้ แต่ต้องแห้งสนิทจริง
ในการพ่นทับส่วนที่เป็น Top Coat ของ Lacquer อาจจะไม่ต้องรอให้ Lacquer แห้งสนิทก็พ่นทับได้ ต้องบางจริง เพราะ Lacquer จะไปละลายพื้นผิวเดิมบางส่วน ทำให้การยึดติดดีขึ้น
 

การลงลูกประคบ (French Polish)

การลงลูกประคบ French Polishing
สมัยก่อนนั้น การทำผิวชิ้นงานให้เรียบ ไม่มีวิธีไหนดีเท่าการลงลูกประคบ แต่ในปัจจุบัน กระดาษทราย และแปรงดี ๆ และเทคนิค ก็สามารถทำให้ได้ผลงานที่ดีได้ รวมทั้งการพ่นด้วย แต่คนที่เขียนหนังสือตำรายังคงพูดถึงเพราะนั่นคือของโบราณที่มักจะพูดกันเสมอว่า ไม่เชื่ออย่าลบหลู่โดยไม่คำนึงถึงความจริง การลงลูกประคบเป็นเทคนิค อย่างหนึ่งเท่านั้น ที่ใช้ทา Shellac ด้วยลูกประคบ ซึ่งมีข้อได้เปรียบตรงที่ถ้าใช้ถูกวิธีมันจะไม่ทิ้งร่องรอย เหมือนแปลง หรือผิวส้มเหมือนการใช้ วิธีพ่น และมันยังดูดเอาฝุ่นติดลูกประคบมาด้วย แต่ข้อเสียแม้ใช้ถูกวิธีก็คือต้องใช้เวลาในการทำงานนาน กว่าผิวงานจะหนา เพราะแต่ละชั้นจะบางมากนั่นเอง
Finish ที่ใช้ได้แก่ Shellac, Lacquer, Oil Finish
อันที่จริงแล้ว วิธีนี้ควรจะเป็นชั้นท้าย ๆ ของการเคลือบชิ้นงาน หรือ ใช้ในการซ่อมแซมงานเฟอร์นิเจอร์ เพราะถ้าทำแบบนี้ทั้งชิ้นงาน เสียเวลามากไป

ขั้นตอนแบ่งคร่าว ๆ
1. ทำลูกประคบ
2. อุดรูร่องเสี้ยนไม้
3. ลูกประคบชุบ Shellac
4. Remove Oil

ในการอุดรูร่องเสี้ยนไม้นั้น Shellac เองสามารถทำหน้าที่นี้ได้ โดยการทาบาง ๆ อย่าใส่ Shellac มาก เจือจาง เพื่อให้ Shellac บาง ซึมเข้าร่องเสี้ยนไม้ ทิ้งไว้ให้แห้ง 2 ชั่วโมง จากนั้น อาจทำการลงแป้ง แบบไทย ๆ ใช้แป้งดินสอพอง ผสมน้ำ พอเหลว ๆ ผสมสีฝุ่น ให้พอดีกับสีของไม้ชิ้นงาน จากนั้นใช้ผ้าขาวบางชุบแล้วทาลงบนชิ้นงาน พยายามทาให้ทั่วพร้อมกดอัดลงบนรอยเสี้ยนไม้ ถูไปตามขวาง หรือเป็นวงกลม จนคิดว่าเต็มเสี้ยนไม้ แล้วเช็ดส่วนที่เกินออกขณะที่รู้สึกว่ามันใกล้แห้ง อย่าปล่อยให้แห้งเกินไปขณะที่เช็ดออก ทิ้งไว้ให้แห้ง ควรให้เหลือส่วนเกินไว้น้อยที่สุดเพราะยิ่งเหลือมากความยากลำบากก็ยิ่งมากในตอนขัดออก เพราะมันจะแข็งพอสมควร และมีฝุ่นมากด้วย โดยปกติชิ้นงานที่ทาอะไรก็ตามที่เป็นน้ำต้องทิ้งข้ามวัน แต่หากพิจารณาแล้วว่าแห้งอาจรอเพียง 3-4 ชั่วโมง จากนั้นขัดด้วยกระดาษทรายเบอร์ละเอียด 280 จนผิวงานเรียบเนียนดี ห้ามขัดแรง เพื่อไม่ให้กินเนื้อไม้อีก การลงแป้งอาจทำให้ ความสดใสของเนื้อไม้หายไป หากคุณไม่ชอบ ข้ามขั้นตอนการลงแป้งไป แต่ใช้ Shellac เพียงอย่างเดียว พ่น หรือ ทา บาง ๆ แล้วขัดซัก 2-3 รอบด้วยกระดาษทรายเบอร์ 400-600 ก็จะช่วยให้ร่องไม้ หรือรอยเสี้ยนไม้เต็มได้ เช่นกัน และยังเห็นลายไม้ได้ดีด้วย
ในการใช้ลูกประคบ ต้องสะอาด จากนั้นเท Shellac ลงบน ลูกประคบพอชื้น ๆ บีบให้ Shellac กระจายออก ต้องไม่ชุ่มเกิน จากนั้น ก็ลงถูบนชิ้นงานเพียงเบา ๆ ตาม แบบ เช่นเป็นเลขแปดเป็นต้น กะระยะซัก 3วินาทีให้ได้ 1 การยกขึ้นและการกดลงของลูกประคบให้เป็นไปลักษณะคล้ายเครื่องบินขึ้นลง ยกขณะหมุน และ ลงขณะหมุนเป็นต้น ต้องไม่พยายามลงซ้ำที่เดิม ในแต่ละรอบ ไม่ให้ทับกันเอง ทาจนรู้สึกว่ามันเริ่มแห้งแล้วยกขึ้นมาเติม ถ้าไม่ใช่แนวราบให้ทาล่างขึ้นบน การทาต้องไม่มีการหยุดมิฉะนั้นผิวงานจะเสีย การที่จะหยุดต้องยกขึ้นขณะหมุน และค่อย ๆ ยก ให้ยึดหลักว่าบริเวณขอบเราต้องใช้เวลาในการทามากว่าส่วนใน อันนี้สำคัญหน่อย ลูกประคบเมื่อเสร็จการใช้งานแต่ละรอบให้เก็บไว้ในขวดแก้วปิดฝา แต่ละรอบต้องทิ้งให้แห้งอย่างน้อย 2 ชั่วโมง เราทำจนเห็นว่าผิวชิ้นงาน เงางามเป็นที่พอใจ

 

Oil finishes

การทำสีประเภท Oil Finishes นี้ตามความเป็นจริงแล้วการรักษาเนื้อไม้ น้อยมาก แต่เพราะเป็นวิธีที่ทำกันมาแต่โบราณ ซึงก็มักจะพูดกันต่อมาว่า ถ้าโบราณว่าดี ก็ต้องว่าดีตามไปด้วย เข้าทำนอง ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ แต่ในปัจจุบันความนิยมลดลงไป เพราะมันไม่ได้รักษาเนื้อไม้เท่าไหร่ แต่น้ำมันดังกล่าวเมื่อมาผ่านการปรับปรุงคุณภาพ มันกลับรักษาเนื้อไม้ได้ดี ดังนั้นเราจึงต้องรู้จักว่า ถ้าเป็น Oil บริสุทธิ การปกป้องเนื้อไม้น้อย แต่ถ้าเป็นน้ำมันที่ผ่านกระบวนการ เช่น น้ำมันวาณิช มันจะมีความแข็งและปกป้องเนื้อไม้ได้ดีกว่ามาก
น้ำมันตามธรรมชาติเช่น Linseed Oil, Tung Oil ขอแนะนำเพียง 2 ตัวที่นิยมใช้ เมื่อทาผิวไม้จะมีชั้นบาง ๆ เคลือบ โดยปกติเราจะทาให้หนา ทิ้งไว้ 3-5 นาทีเพื่อให้น้ำมันซึมเข้าไปตามร่อง รูไม้ จากนั้นเช็ดส่วนทีเกินออก ทิ้งไว้ 1 คืน ทำซ้ำ เราอาจทำแบบนี้หลาย ๆ รอบ จนกว่าจะได้ผิวที่ต้องการ โดยปกติถ้าเป็นน้ำมันธรรมชาติ ก็ต้องทำกัน 3-5 รอบ ในการเครือบครั้งที่ 2 ควรขัดด้วยกระดาษทรายเบอร์ 280-400 จากนั้นดูดฝุ่นออกด้วย ต่อไปจะทำอีกกี่รอบก้ได้ การทาด้วยน้ำมันธรรมชาตินี้ความเงาไม่ค่อยมี แต่เฟอร์นิเจอร์ที่มีค่าที่ต้องการความเงาด้วย เราใช้แวกซ์ ขัดเพื่อให้เกิดความเงา ผ้ากับแวกซ์จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำสีแบบนี้ เฟอร์นิเจอร์จีนมักนิยมใช้ Tung Oil เพราะเป็นต้นไม้ที่พบมากในประเทศจีน Tung Oil สกัดจากเม็ดในผล ของต้น Tung มีกลิ่นเฉพาะตัว ในการทาก็เหมือน ๆ Linseed Oil สำหรับการเคลือบครั้งท้าย ๆ ถ้าเพิ่มกระดาษทรายให้ละเอียดถึ่งเบอร์ 600 เลยก็ดีทำให้งานเรียบเนียน ขี้น

เราจะเห็นว่า Oil จากธรรมชาตินั้นกว่าจะแห้งก็ช้า ต้องรอนาน จึงต้องมีการดัดแปลง เพื่อให้ดีขึ้น นั่นก็คือ Polymerize Tung Oil และ Polymerize Linseed Oil ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทำให้แข็งเร็วขึ้น และ มีความเงามากขึ้น สองตัวนี้ราคาจึงแพง ไม่ค่อยมีขายในท้องตลาด ส่วนใหญ่นำมาใช้กับงานชิ้นเล็ก ๆ เช่นด้ามปืน หรือ ชิ้นส่วนเล็ก ๆ ของงานไม้ต่าง ๆ ที่ต้องการความเป็นธรรมชาติ Oil ธรรมชาติที่แห้งตัวช้าเมื่อผสม Drier จะทำให้แห้งเร็วขึ้น Drier จะเป็นตัวเร่งปิกริยาระหว่าง oil กับ Oxygen ในอากาศ ทำให้Oil แข็งตัวเร็วขึ้น หากคุณเคยได้ยิน Boiled Linseed Oil ไม่ได้หมายความว่า การเรานำ Linseed Oil ไปต้มแล้วมาใช้ แต่มันหมายถึงในทางอุตสาหกรรมเขาได้นำ Linseed Oil ไปเติม Drier ในสภาวะที่ความร้อนสูง แล้วได้มาเป็น Oil ที่แข็งตัวเร็วนั่นเอง ข้อดี ของ Tung Oil ที่ดีกว่า Linseed Oil คือเมื่อทิ้งไว้ ไม่เหลืองทำให้สีไม้เหมือนเดิมเมื่อเก็บไว้นาน ๆ และป้องกันการระเหยของน้ำจากเนื้อไม้ได้ดีกว่า Linseed Oil แต่ไม่ได้ดีกว่าวิธีอื่น ๆ ที่จะกล่าวต่อไป

น้ำมันวาณิช ตัวนี้เกิดจากการนำ Oil จากธรรมชาติ มาผ่านความร้อน แล้วผสม Resin สังเคราะห์เข้าไป ทำให้มีการแห้งเร็ว และแข็ง ประสิทธิภาพขึ้นกับ Resin ที่ผสมเข้าไป ในปัจจุบัน มี Resin เกิดขึ้นมาก เราคงต้องศีกษาถึงคุณภาพ ของ Resin ที่ผสมเข้าไปด้วย การทาวาณิชจึงคล้าย ๆ กับ Oil คือทาแล้วทิ้งไว้ 3-5 นาทีแล้วเช็ดส่วนที่เกินออก ทิ้งไว้ให้แห้ง หรือทำตามข้อกำหนดของผลิตภัณต์แต่ละชนิด

Tung Oil เป็นน้ำมันที่สกัดออกจากผลของต้น tung ที่มีมากในประเทศจีน แถบลุ่มแม่น้ำฮวงโห แยงซี ซีฉวน หูนาน ยูนาน เหอหนาน นอกจากนี้พบแถบอเมริกาใต้เช่น อาเจนตินา ปารากวัย พบบ้างในอเมริกา แอฟริกา และตอนนี้อเมริกาได้ทำฟาร์มต้น tung ขึ้นมาเพื่อการค้าโดยเฉพาะ ในอเมริกาตอนใต้ ในอดีตนั้น Tung Oil มีใช้แต่ในจีนเท่านั้น และเป็นที่รู้จักกันในนาม China wood oil ส่วนช่างไทยบางคนเรียก ตั๋ง Oil ชนิดนี้ซึมเข้าเนื้อไม้ ให้ชั้นที่บาง นอกจากนี้ ยังเป็นส่วนผสมในอุตสาหกรรมทำหมึกได้ด้วย รูปที่เห็นเป็นส่วนต่าง ๆ ของต้น Tung ผล ดอก และน้ำมันที่สกัดได้

 
ช่างเฟอร์นิเจอร์เบื้องต้น | การทำสี | การติดลามิเนต| วัสดุงานก่อสร้าง | การออกแบบ|
 

วสันต์อินทีเรียร์คอนสทรัคเตอร์
 
 49/15 หมู่ 10 ถ.ตลิ่งชัน-สุพรรณบุรี ซ.วัดพระเงิน ต.บางม่วง อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี 11150
 
โทร: 084-0421318   Tel / Fax:
 
02-9250562

 Wasan Interior Constructor
49/15 M.10 Soi Watprageon A.Bangmoung ,Nonthaburee Thailand 11150
Mobile: 084-0421318,099-0952095

Email: meartinfo@yahoo.com  
Website:
www.meartprobuilt.com

home